กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ทำการประกาศเตือนถึงการใช้งาน ป้ายทะเบียนปลอม ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญา และมีโทษถึงจำคุก ป้ายทะเบียนปลอม – (25 เม.ย. 2565) นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า แผ่นป้ายทะเบียนรถ เป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ ใช้เฉพาะสำหรับรถคันที่แจ้งจดทะเบียนไว้ 1 คัน ต่อ 1 หมายเลขทะเบียนเท่านั้น โดยข้อมูลหมวดอักษร หมายเลขทะเบียน จังหวัดที่ปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (ป้ายวงกลม) ต้องถูกต้องและตรงกัน
กรณีการทำแผ่นป้ายทะเบียนรถขึ้นเอง โดยไม่มีสิทธิใช้หมายเลขทะเบียนนั้น เจ้าของรถและผู้ที่ทำแผ่นป้ายนั้นขึ้นจะมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 265 ประกอบมาตรา 268 ฐานปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท
นอกจากนี้ ยังเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ มาตรา 11 ฐานติดแผ่นป้ายทะเบียนรถไม่ถูกต้องตามที่ทางราชการกำหนด ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท และอาจจะมีความผิดอื่นตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออาจถูกยึดรถเพื่อส่งตรวจพิสูจน์หลักฐานหาที่มาของตัวรถด้วย
ซึ่งจากรายงานและการตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการกระทำความผิดด้วยการสวมทะเบียนหรือทำแผ่นป้ายทะเบียนรถปลอมขึ้นมาเพื่อติดกับรถคันอื่นๆ มักเกิดขึ้นกรณีการซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอย โดยที่ผู้ซื้อไม่นำรถไปดำเนินการตรวจสภาพรถและจดทะเบียนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นช่องว่างที่กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสนำรถที่มีที่มาผิดกฎหมาย เช่น รถที่นำมาตอกเลขตัวถัง เลขเครื่องยนต์ใหม่ และทำใบคู่มือจดทะเบียนรถและเอกสารการโอนปลอม หรือซื้อซากรถที่ใช้งานไม่ได้แล้วแต่ยังมีทะเบียนถูกต้อง เพื่อนำรถรุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน มาสวมทะเบียนแทน
โดยทำการเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่ทั้งเลขตัวถังและเลขคัสซีให้ตรงกับเอกสาร ซึ่งมักเป็นรถที่ถูกขโมยมา หรือปลอมเฉพาะเอกสารติดรถ ทั้งแผ่นป้ายทะเบียนรถ เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี และใบคู่มือจดทะเบียนรถ โดยไม่ดัดแปลงเลขตัวถังและเลขคัสซี มาหลอกขายให้กับประชาชน โดยเป็นรถที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรมการขนส่งทางบก ดังนั้น เพื่อให้ได้รถที่ถูกต้องตามกฎหมาย การซื้อขายรถทุกครั้งควรดำเนินการทางทะเบียนหรือนำรถเข้าตรวจสภาพด้วยตนเอง
รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดกวดขันการตรวจสภาพรถตามรายการที่กำหนดทุกคัน เพื่อป้องกันไม่ให้รถผิดกฎหมายดำเนินการทางทะเบียนได้โดยเด็ดขาด ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะมีการระงับการดำเนินการทางทะเบียนที่ไม่ถูกต้องทันที
และหากประชาชนพบเห็นรถต้องสงสัยสามารถแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบกเพื่อตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อขายรถมือสอง อย่าหลงเชื่อซื้อรถที่มีราคาถูกกว่าราคาตลาดจนผิดสังเกต รวมทั้งการซื้อขายรถที่มีเอกสารการได้มาของตัวรถไม่ชัดเจน และไม่แนะนำให้ซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอยในทุกกรณี
เนื่องจากการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะเป็นช่องว่างที่กลุ่มมิจฉาชีพมักจะฉวยโอกาสสวมรอยนำรถผิดกฎหมายมาหลอกขายให้ประชาชน การซื้อขายรถทุกครั้งควรดำเนินการทางทะเบียนหรือนำรถเข้าตรวจสภาพด้วยตนเอง เพื่อความมั่นใจว่าได้รถที่ถูกต้องตามกฎหมาย และทันทีที่พบว่าแผ่นป้ายทะเบียนรถหล่นหายหรือชำรุด เจ้าของรถควรรีบดำเนินการขอยกเลิกแผ่นป้ายทะเบียนเดิมและขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนทันที ห้ามทำแผ่นป้ายทะเบียนรถขึ้นเองโดยเด็ดขาด โดยติดต่อที่สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียน ซึ่งจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถใหม่ ภายใน 15 วัน
สตช. จับมือ 3 ค่ายมือถือใหญ่ เปิด สายด่วนแจ้งเบอร์แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์
(24 เม.ย. 2565) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทำการประกาศถึงความร่วมมือกับทางผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3 เจ้า ได้แก่ AIS/TRUE/DTAC ในการเปิดบริการ สายด่วนแจ้งเบอร์แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พบเจอ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT: Police Cyber Taskforce เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน อาชญากรรมทางออนไลน์ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะสูงขึ้น
พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงมีนโยบายให้ทำความร่วมมือกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หาแนวทางตัดการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยทุกครั้งที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหรือส่งข้อความเข้ามาให้ประชาชนแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเข้าระบบเครือข่ายมือถือทั้ง 3 ค่าย เพื่อตรวจสอบพร้อมบล็อคเบอร์ดังกล่าว จากนั้นเบอร์โทรศัพท์จะถูกส่งต่อให้กับศูนย์ PCT เพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 72 ชม. เพียงเท่านี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็จะใช้เบอร์โทรศัพท์นั้นหลอกลวงประชาชนไม่ได้และถูกดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ผอ. PCT กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใย และได้กำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งปราบปรามและหาแนวทางป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน จึงขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่า อย่าหลงเป็นเหยื่อโอนเงินให้ใครง่ายๆ
บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ข้อมูลเชิญชวนกู้เงินดังกล่าว ไม่ได้เป็นบริการของธนาคารออมสิน ซึ่งธนาคารไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด อีกทั้งยังนำตราสัญลักษณ์และโลโก้ของธนาคารไปแอบอ้างเผยแพร่
Credit : แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว | แต่งบ้านและสวน | พระเครื่อง | รีวิวกล้องถ่ายรูป